(envi) 20131029_37418.jpg








(envi) 20131029_35544.jpg

ธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม ช่วยโลกคลายร้อน

Posted by on Aug 29, 2016

         ตอนนี้กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังมาแรงส์ ในหลาย ๆ ประเทศ เนื่องจากปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อย แทบจะทุกประเทศ หนักบ้าง เบาบ้างต่างกันไป และทุกครั้งที่เกิด ย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียตามมากันทั้งนั้น

 

         ล่าสุดประเทศไทยบ้านเรานี่เลย น้ำท่วมเพิ่งแห้งไปหมาด ๆ คราวนี้ท่วมถึงนิคมอมตะนคร ซึ่งแทบไม่มีใครคิดถึงปัญหานี้ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถึงแม้น้ำจะท่วมไม่นาน ไม่ท่วมหนัก เหมือนดังเช่นที่นิคมโรจนะ อยุธยา เพราะได้เปรียบกว่าในแง่ของภูมิศาสตร์ความสูงของพื้นที่ แต่ก็มีความเสียหายในแง่ธุรกิจเกิดขึ้นเยอะมาก วัสดุอุปกรณ์ คงไม่เท่าใหร่ แต่โอกาสทางธุรกิจนี่สิ ค่าเสียหายเข้าขั้นหลักหลายล้านเลยทีเดียวเพราะแม้ข่าวจะออกปาว ๆ ว่าไม่ท่วมตัวโรงงาน แต่เมื่อการคมนาคมสัญจรไม่ได้  การเข้าไปปฏิบัติงานจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว โรงงานไหนพอหยุดได้ ต้องหยุดทันทีเพราะเปิดทำงานแล้วไม่คุ้มเสียเวลาจะกลายเป็น เข้าทำงานเที่ยงวันเลิกงานเที่ยงคืน โรงงานที่ไม่สามารถหยุดได้ด้วยติดพันธะสัญญาต่าง ๆ จำเป็นต้องให้พนักงานปฏิบัติงานด้วยความทุลักทุเล ยังดีที่มีเจ้าหน้าที่ทหารที่มีน้ำใจเข้ามาช่วยเหลือถือเป็นน้ำใจในยามยากที่น่าซาบซึ้งรวมถึงการช่วยเหลือจากเหล่ามูลนิธิต่าง ๆ ในเวลาที่ผู้คนทั้งประเทศไม่ค่อยมีใครรู้สึกซักเท่าไหร่นัก


         ปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดภัยธรรมชาติเหล่านี้ ที่นับวันจะเพิ่มขึ้น ก็เป็นที่รู้จักกันดี นั่นก็คือ ปรากฏการณ์เรือนกระจก และตัวผู้ร้าย ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์นี้ก็คือ คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Co2 นั่นเอง อ๊ะ..อ๊ะ จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแต่ก๊าซ Co2 เท่านั้น ยังมีอีก 6 ก๊าซที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการดังกล่าว แต่นัยว่า Co2 ถูกปล่อยมาเยอะสุดเท่านั้นเอง       ดังนั้นหลาย ๆ ประเทศ ทั่วโลกได้หันมาให้ความสนใจลดปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยการลดสาเหตุที่ก่อให้เกิดก๊าซดังกล่าว จากการรณรงค์ การลด ละ เลิก การใช้สิ่งอุปโภคบริโภค ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก มาจนถึงการกำหนดมาตรการในการค้า เพื่อเป็นส่วนกระตุ้นให้ภาคธุรกิจให้ความสนใจมากขึ้น เริ่มกันจากสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลายแหล ที่นำเข้าไปจำหน่ายในบางประเทศ ต้องแสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ โดยได้แสดงไว้เป็นสัญลักษณ์และตัวเลข ที่เรารู้จักกันในนาม “คาร์บอนฟุตพริ้นท์”  (Carbon Footprint)

         จากการริเริ่มใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ครั้งแรกในอังกฤษ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2550 โดย “คาร์บอนทรัสต์” (Carbon Trust) องค์กรเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐ ปัจจุบันคาร์บอนฟุตพริ้นท์และฉลากคาร์บอนมีการพัฒนาและแพร่หลายแล้วในหลายประเทศ  

  • ในฝรั่งเศส มีนโยบายให้มีการแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์เป็นข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับสินค้าทุกประเภทภายในปี พ.ศ. 2554
  • ส่วนในแถบเอเชีย รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศนโยบายพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์และการติดฉลากคาร์บอนเป็นกลไกขับเคลื่อน 
  • ส่วนในประเทศไทย การพัฒนาฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Cabon Footprint Label) ดำเนินงานโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้ว 151 รายการ เช่น น้ำตาล ผงพลาสติคพีวีซี น้ำกะทิ น้ำนมถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์กลุ่มเฌอร่าบอร์ด ปูนซีเมนต์ เซรามิก ก๊อกน้ำ หลอดไฟ เป็นต้น

          ยังไม่พอเพียงเท่านั้น นอกจากผลิตภัณฑ์ ยังมีกิจกรรมทางธุรกิจอีกมากมายที่ปลดปล่อยเจ้าก๊าซเรือนกระจกออกมา การมุ่งเน้นที่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เหล่าภาคธุรกิจ ต้องร่วมมือกันด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ “การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก” เพื่อแสดงให้เห็นว่า กิจกรรมของธุรกิจนั้น ๆ ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเป็นปริมาณมากน้อยเพียงใด


           แต่….ส่วนมากองค์กรธุรกิจ ยังไม่เห็นความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากนัก จะเห็นว่าน้อยราย ที่จะใส่ใจจัดทำระบบนี้ ดังนั้นประเทศที่มีอิทธิพล มีพลกำลัง จึงกำหนดเป็นมาตรการทางการค้าซะเลย โดยการกำหนดนโยบายให้ Supplier จัดทำ เก็บข้อมูล รวมถึงแสดงให้เห็นปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

      

            รวมถึงนโยบายของรัฐบาล ในแต่ละประเทศที่อาจจะได้มีการลงนามในสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nation Framework Convention on Climate Change; UNFCCC) ในปี 1992 หรือ พิธีสารเกียวโต เป็นต้น ส่งผลให้ประเทศนั้น ๆ จะต้องกำหนดเป็นนโยบาย ของประเทศ รวมรัฐบาลจะต้องส่งเสริม กิจกรรมในการพัฒนาด้วย


         จากสาเหตุหลัก ๆ ทั้งสองประการส่งผลให้เกิดความตื่นตัวในภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น หลาย ๆ บริษัทก็เริ่มมีการร้องขอข้อมูล การขอความร่วมมือ รวมไปถึงการบังคับให้ดำเนินการดังกล่าว ซึ่งแทบจะเป็นยาขมของหลาย ๆ บริษัท เนื่องจากว่า เป็นเรื่องที่ยังมีคนรู้ไม่มากนัก แต่ก็ยังมีข้อดี ถ้าท่านประเมินสถานการณ์ของธุรกิจของท่านว่ามีแนวโน้มต้องทำแน่ ๆ เริ่มดำเนินการตอนนี้ ก่อนที่จะถูกบังคับจากลูกค้า หรือจากส่วนรัฐบาล ท่านมีเวลาทำ มีเวลาศึกษา และข้อมูลที่ได้ก็จะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด และเมื่อใดที่ลูกค้าบังคับ ก็ไม่ต้องลุกลี้ลุกลน ยืดอก ยื่นข้อมูลได้เลย สบายใจไร้กังวล ทำก่อนย่อมได้เปรียบ เพราะช่วงนี้หลักสูตรอบรมหรือที่ปรึกษาต่าง ๆ ราคายังไม่แพงมาก และมีน้อยรายเฉพาะที่เชี่ยวชาญจริง ๆ แต่ถ้าเป็นการบังคับให้ทำหรือประกาศว่าต้องทำ ราคาในเรื่องของการฝึกอบรมหรือที่ปรึกษาจะเพิ่มเป็นเท่าตัว อย่างไรก็ตามถึงแม้ท่านไม่ได้ถูกบังคับจากที่ใด แต่เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมแรง ใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่เรายังต้องอยู่ร่วมกันนานแสนนาน มาเป็นส่วนหนึ่งในการเก็บข้อมูล เพื่อหาแนวทางในการลดโลกร้อน เพื่อโลกเราน่าอยู่มากยิ่งขึ้นค่ะ

 

ปล.มาติดตามตอนต่อไป อยากทำ คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) เริ่มต้นอย่างไร