(envi) 20131029_35558.gif

คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) เริ่มต้นอย่างไร

Posted by on Sep 06, 2016

             หลาย ๆ องค์กร ในตอนนี้ เริ่มให้ความตระหนัก และให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระแส Green Product เริ่มมาแรงในบ้านเรา (แต่กระแสคัดค้าน พรบ.นิรโทษกรรม มาแรงกว่า ณ ตอนนี้) จึงอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสังคม และช่วยสิ่งแวดล้อม  ผลพลอยได้ก็ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรด้วย ไปเสิร์ซดูใน google เห็นว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) น่าจะตอบโจทย์ได้ อยากทำบ้าง แต่ทำอย่างไรล่ะ หาผู้เชี่ยวชาญ อาจจะหายากสักหน่อย แล้วราคายังแพงอีก แค่ขอคำปรึกษาก่อน สักสองสามคำถาม ก็คิดเงินแล้วนะคะ แหม ๆ อยากมีส่วนร่วม ทำสิ่งดี ๆ บ้าง ก็ยากเย็น อย่ากระนั้นเลย GSE จะเฉลยให้ฟัง


อันดับแรก ให้พิจารณาถึงความจำเป็นในการจัดทำ คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) ก่อน หากไม่มีข้อบังคับจากลูกค้า เป็นการทำโดยสมัครใจ ให้พิจารณาที่ตัวผลิตภัณฑ์ของท่านที่จำหน่ายไปยังท้องตลาด


          1.1 ถ้าเป็นสินค้า อุปโภค บริโภค มีวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าทั่วไป แนะนำให้ทำ ฉลาก คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) สำหรับติดที่ตัวผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกซื้อสินค้า แต่ ฉลาก คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) บอกเพียงแค่ ปริมาณคาร์บอนเทียบเท่าที่ถูกปลดปล่อย จากกระบวนการการผลิตสินค้าและการใช้สินค้าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์เท่านั้น เช่น น้ำอัดลม 1 กระป๋อง ที่มี ฉลาก คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint)” ที่เกิดจากการบริโภคต่อหนึ่งกระป๋อง ซึ่งจะรวมไปถึงการผลิต จนถึงการกลายเป็นขยะ และการกำจัด (อันนี้เราเรียกว่า Life Cycle ของผลิตภัณฑ์) เท่านั้น ไม่รวมถึงกิจกรรม อื่นๆ ของบริษัท ผู้ผลิต        

 

             1.2 ถ้าองค์กรของท่าน ไม่ได้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับวางจำหน่ายทั่วไป แต่ดำเนินการผลิตแบบอื่น ๆ เช่น  OEM อุตสาหรรมยานยนต์ เป็นต้น การทำฉลาก คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) ไม่ใช่คำตอบของท่านค่ะ แต่ ท่านก็ยังสามารถมีส่วนร่วมได้ไม่น้อยกว่า ด้วยการจัดทำ “บัญชีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” สำหรับองค์กรของท่านแทนค่ะ ซึ่ง “บัญชีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ดังกล่าวนั้น จะบอกถึงปริมาณคาร์บอนเทียบเท่าที่ถูกปลดปล่อยจากกิจกรรมในองค์กรของท่านทั้งหมดเช่นกัน เพียงแต่ปริมาณที่ปลดปล่อยจะไม่ได้ติดที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่จะจัดทำเป็นบัญชีการปลดปล่อยแสดงไว้ในองค์กร สามารถแสดงให้กับผุ้ที่ร้องขอได้ทันที

 

          มาถึงตอนนี้แล้ว ท่านเองคงตัดสินใจได้แล้วล่ะว่า องค์กรของท่านจะเลือกแบบไหน มาดูกันต่อว่าองค์กรต้องเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง ถึงจะประสบผลสำเร็จ


อันดับที่สอง การเตรียมความพร้อมขององค์กร

  1. ความมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูง แน่นอนว่าการดำเนินการทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร ในทุก ๆ ด้าน หากผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญ ไม่ใส่ใจ คนที่รับผิดชอบคงทำงานลำบาก การแสดงความมุ่งมั่น ไม่ต้องลงมือทำเอง เพียงแค่แสดงให้พนักงานเห็น ว่าผู้บริหารให้ความสำคัญ มีการติดตามเป็นระยะ ๆ สนับสนุน ทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็น รวมถึง ให้อำนาจหน้าที่กับผู้รับผิดชอบอย่างเต็มที่
  2. งบประมาณ ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ โดยไม่ต้องลงทุนแค่คิดจะทำ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายตามมา ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างน้อย ๆ จะได้รู้ว่าเราต้องจ่ายเท่าใหร่ หากพบว่า ค่าใช้จ่ายสูง แต่ยังมีใจรักที่จะทำ จะได้หาแนวทางอื่น ๆ ในการดำเนินงาน ให้มีค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เช่น อาจจะหาแหล่งสนับสนุนเพิ่มจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และเอกชน, หาที่ปรึกษาที่ไม่แพงมากนัก, วิเคราะห์หาแนวทางการทำงานที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุดเป็นต้น
  3. บุคลากร  อันนี้เป็นส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานให้เป็นไปตามแผนงาน ต่อให้ผู้บริหารมุ่งมั่น มีเงินมากพอ แต่ถ้าผู้รับผิดชอบไม่มีความสามารถ  การทำงานย่อมไม่ประสบผลสำเร็จเป็นแน่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องหาคนที่มีประสบการณ์ตรงเสมอไป แค่ดูคนที่มีแวว มีความสามารถ แล้วให้โอกาสอบรม หรือเพิ่มพูนความรู้ ก็เพียงพอแล้ว นอกจากผู้รับผิดชอบโดยตรงแล้ว ยังรวมถึงทุก ๆ คนในองค์กรด้วย ที่จะต้องมีให้ความร่วมมือร่วมใจกัน
  4. ทรัพยากรอื่น ๆ เช่น เวลา เครื่องมือ เครื่องไม้ ต่าง ๆ ถ้ามี หรือ วัสดุอุปกรณ์ ทั้ง Hardware และ Software ต่าง ๆ ปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ก็ส่งผลให้เกิดความสะดวกในการทำงาน เช่นเดียวกัน
  5. ที่ปรึกษา ตรงนี้ก็สำคัญมากค่ะ เพราะการดำเนินการ ต้องมีความต่อเนื่อง ที่ปรึกษาจะเป็นผู้กำหนดให้คำแนะนำและวางแนวทางไว้ในการเริ่มดำเนินการ แต่ ที่ปรึกษาไม่ได้อยู่กับองค์กรตลอดไป ดังนั้นคุณสมบัติของที่ปรึกษาที่ดี นอกจากจะเก่ง มีความรู้ความชำนาญ ยังต้องสมารถประยุกต์ และวางพื้นฐานให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ด้วยตัวเอง

     เอาล่ะค่ะ ในที่สุดเราก็มาได้ไกลพอสมควรแล้วในตอนนี้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ถ้าลงลึกกันมากเกินไปอาจสับสนและทำตามกันไม่ทัน เราจะค่อย ๆ ไปพร้อมกันเพื่อให้สามารถดำเนินการได้จริงค่ะ อย่างไรก็ตามมาถึงตอนนี้แล้ว ท่านเองคงพอจะตัดสินใจได้แล้วล่ะว่า องค์กรของท่านจะเลือกแบบไหนและต้องเตรียมความพร้อมด้านใดกันบ้าง คราวหน้า จะมาเล่าต่อถึงกระบวนการดำเนินงานแบบสเต็ปบายสเต็ปว่าเราจะต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง อย่ากระพริบตาเชียวนะคะเพราะถ้าตั้งใจกันเต็มที่ ท่านก็จะทำได้อย่างครบถ้วนกระบวนความโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างคอนซัลกันเลยทีเดียวเทียวค่ะ  โดยเฉพาะสำหรับองค์กรเล็กที่มีกระบวนการไม่ซับซ้อนมากนัก นำไปใช้ปฏิบัติจริงได้ทันที  อย่าลืมติดตามตอนต่อไปกันนะคะ